18/05/2008
View: 165,154
พระสมเด็จวัดระฆัง ดูธรรมชาติอย่างไร?
ถ้าท่านไม่สามารถเห็นภาพประกอบในหน้านี้ ให้คลิกตามลิงค์ข้างล่างนี้
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธานองค์ที่นำมาลงนี้ เป็นพระเนื้อแก่ผงหรือที่เรียกกันว่าเนื้อขนมกระยาสารท อันมีธรรมชาติที่พิจารณาให้เห็นคือรอยปูไต่ เป็นรอยแยะที่เกิดขึ้นตามฐานกับพระเพลา และตามริมขอบด้านล่างสุด อีกทั้งมีมวลสารลอยให้เห็นตามพื้นผนังด้านขวาตอนบนที่อยู่เหนือไหล่ขององค์พระ และที่ฐานล่างสุดด้านขวามือเรา ธรรมชาติของรอยปูไต่และมวลสารลอยที่เห็นอยู่นี้ เกิดขึ้นจากการที่เนื้อพระทำขึ้นจากผงพุทธคุณ ผสมกับปูนเปลือกหอยและข้าว และมีน้ำมันตังอิ๋วเป็นตัวประสานเนื้อ และถ้าน้ำมันตังอิ๋วหมาดใกล้แห้ง ในขณะที่กำลังกดพิมพ์พระ พอเนื้อแห้งแล้วก็จะเกิดการเซ็ทตัวเข้ากัน แต่ในบางจุดที่ยังไม่ค่อยเข้ากันดีก็จะเกิดมวลสารลอยหรือที่เรียกว่ามวลสารวิเศษ โดยจะมีลักษณะเป็นก้อนคล้ายพระธาตุที่มีสีขาวนุ่มตา ที่เกิดการทรุดตัวลงจากระดับแนวของพื้นผิวตามปรกติ และมีแอ่งเป็นขอบตามรอบๆมวลสารนี้ จึงเรียกกันว่ามวลสารลอย
ส่วนผิวแป้งโรยพิมพ์ที่มีลักษณะคล้ายแป้งที่มีสีขาวนวลที่มองเห็นอยู่บนผิวชั้นนอกสุด เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากส่วนผสมของเนื้อพระ ที่มีกล้วยกับข้าวเป็นตัวผสมและประสานด้วยปูนเปลือกหอยกับน้ำมันตังอิ๋ว จึงเกิดมีผิวแป้งอันเป็นปฏิกิริยาที่ถูกขับออกมาจากเนื้อองค์พระเวลาแห้งตัวลง ทำให้วรรณะของพระมองดูเป็นสีขาวนวลตา โดยจะมองเห็นผิวเมือกปูนเป็นผิวชั้นใน และผิวแป้งอีกชั้นเป็นผิวชั้นนอกสุด แต่ถ้าตรงส่วนไหนที่ถูกสัมผัส ก็จะมองเห็นเนื้อข้างในเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล มีลักษณะที่ดูหนึกนุ่มเหมือนขนมสังขยาหรือขนมกระยาสารท เว้นแต่ในส่วนที่อยู่ตามร่องหรือซอกรูลึกๆของรอยปูไต่ หรือรอยที่เกิดจากมวลสารหลุด ก็อาจจะเห็นผงเกสรดอกไม้หรือว่านร้อยแปดที่ฝ่อตัวแห้งเน่าติดอยู่ หรือมีผิวฝุ่นดินเก่าที่เกาะสะสมมานานติดตามซอกที่ว่านี้ และอาจจะมีคราบของรักน้ำเกลี้ยงหรือรักจีนที่เจ้าของเดิมลงรักษาเนื้อพระไว้ ที่มองเห็นเป็นคราบแห้งมีสีแดงอมน้ำตาลจางๆ หรือรอยคราบน้ำหมากเพราะผ่านการใช้มา ที่พอจะหลงเหลือให้มองเห็นตามซอกหรือตามผิวทั่วไปก็ได้
และพระสมเด็จวัดระฆังที่ตัดมีเนื้อเหลือเกินเป็นขอบปีก จึงมีส่วนได้พิจารณาให้เห็นขอบบังคับแม่พิมพ์ได้โดยรอบซึ่งเป็นแนวรอยเส้นให้เห็น และนอกจากนั้นยังสามารถมองเห็นธรรมชาติตามริมขอบของเนื้อพระ ที่มีเนื้อปลิ้นยกกระดกขึ้นมาจุดตรงนี้ก็คือข้อพิจารณาได้ว่า เกิดจากการตัดขอบพระที่ตัดจากด้านหลังมาด้านหน้า เนื้อพระจึงเกิดการย้วยตัวเป็นขอบปลิ้นขึ้นมา
ส่วนการพิจารณาทางด้านพิมพ์ทรงของพิมพ์ประธาน ขอกล่าวคร่าวๆพอเป็นสังเขปดังนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ซุ้มครอบแก้วเป็นซุ้มลำหวายมีแนวหักสโลปด้านบนซ้ายพระ พระพักตร์เป็นรูปคล้ายผลมะตูมป้อม พระเกตุสะบัดเอียงไปทางซ้ายปลายชนซุ้มด้านในข้างบน พระพักตร์มองเห็นนาสิก(จมูก)ติดลางๆ พระศอมองกลืนไปกับพื้นผนัง พระกรรณคล้ายเล็บมือหรือบายศรีในทางซ้ายพระ ไหล่ข้างขวาจะยกสูงกว่าข้างซ้าย มีริ้วชายจีวรบางๆใต้ข้อพระกัสปะ(ข้อศอก)ด้านซ้ายพริ้วกลืนไปหาพระเพลา และการนั่งขององค์พระโดยถ้าสังเกตุจากพระเพลาทั้งสองข้าง รวมทั้งการวางวงแขนที่ดูโย้ไปทางขวาพระ จะดูเหมือนพระนั่งบิดองค์ไปทางซ้ายมือเรา จะมีเส้นผ้าทิพย์หรือผ้าอาสนะรองนั่งที่เป็นเส้นพริ้วคมบาง ฐานแรกยาวออกด้านขวามือมากกว่า และฐานสิงห์หมายถึงฐานชั้นกลางจะเชิดขึ้นในด้านขวาดูรับกับฐานแรกที่เชิดขึ้นคล้ายหัวเรือ และฐานชั้นล่างก็จะใหญ่ทึบตัน ดูข้างซ้ายจะใหญ่กว่ามีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมูมีปลายงุ้มจิก ส่วนฐานล่างทางขวาพระจะเป็นสี่เหลี่ยมปลายแหลม มีเส้นแหลมที่มุมฐานล่างเป็นทิวไปชนซุ้มครอบแก้ว และจะเห็นขอบแม่พิมพ์ที่อยู่ทางด้านซ้ายบนพระทางขวามือเราที่จะวิ่งลงมา จะไม่เกินแนวข้อศอกด้านบนข้างซ้ายขององค์พระ
ส่วนการพิจารณาด้านหลังของวัดระฆังนั้น ซึ่งมีด้วยกันหลายลักษณะมีทั้งหลังกาบหมาก หลังเรียบ และหลังรอยรอยไม้กระดานตี แต่ที่สำคัญหลักการสังเกตด้านหลังนั้นจะต้องไม่ตึงเรียบเลยเสียทีเดียว แต่อาจจะมีทั้งรอยปูไต่ และรอยมวลสารที่หลุดออกไปจนเกิดรอยรูพรุนปลายเข็มทั่วไป รวมทั้งมีความเซ็ทตัวของเนื้อพระจนเกิดรอยหดย่น กับการหดยุบตัวตามขอบของหลุม ที่มีก้อนมวลสารนั้นหลุดไปอีกด้วย คือขอบหลุมจะไม่มีคม